วันศุกร์ที่ 17 เมษายน สดุดี 94:17-19 “คำปลอบโยน”
บ้านเป็นที่พักที่ดีที่สุดสำหรับการหยุดพัก โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา หรือวิกฤตในชีวิต เพราะบ้านเป็นสถานที่เราทุก ๆ คนต่างคาดหวังว่า จะได้รับความเข้าใจ การยอมรับ และที่สำคัญได้รับคำปลอบโยน เพื่อจะสามารถยืนขึ้นและต่อสู้กับชีวิตต่อไป เพราะการปลอบโยน เป็นการแสดงออกถึงความรัก ความห่วงใยที่มีให้แก่กันและกัน
Q1 คำว่า “ความสงัดในป่าช้า” “เท้าของข้าพลาด” “ความกังวลใจ” “ความอุปถัมภ์” “ความรักมั่นคง” “การเล้าโลม” “ชื่นบาน” ช่วยให้เราเห็นถึงความสำคัญและหลักการในการปลอบโยนอย่างไร?
Q2 คิดถึงคนในครอบครัวของคุณ/คนในคริสตจักรของคุณตอนนี้ว่า มีใครบ้างไหมที่ต้องการคำปลอบโยน คุณจะช่วยให้คนเหล่านั้นมีจิตใจที่ “ชื่นบาน” ได้อย่างไร?
วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน เอเฟซัส 4:29 “คำหยาบคาย”
พจนานุกรมได้นิยามความหมายของคำว่า “หยาบคาย” ว่าหมายถึง “คำที่ไม่สุภาพ” ซึ่งความหยาบคายสามารถแสดงออกได้ทั้งคำพูดและการกระทำ เช่น การด่า การชี้หน้า การตะโกนใส่หน้า การส่งเสียงดังแบบไม่มีมารยาท การใช้คำดูถูกดูหมิ่น คำพูดที่ก้าวร้าว คำพูดที่ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บแค้น เกลียดชังภายในจิตใจ และแน่นอนว่า มีครอบครัวไม่น้อยที่ต้องรับผลกระทบเพราะคำหยาบคายที่เกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งเป็นสถานที่น่าจะเต็มไปด้วยความรัก ความปลอดภัย และความอบอุ่น
อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย
แต่จงกล่าวคำที่ดีและเป็นประโยชน์ให้เหมาะสมกับความต้องการ
เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง
Q1 อ่านพระคัมภีร์ข้อนี้ช้า ๆ 2-3 รอบ จนจำเนื้อหาทั้งหมดได้ พระคัมภีร์ตอนนี้ให้หลักการอย่างไรในการจัดการกับคำหยาบคาย?
Q2 อะไรคือ “คำหยาบคาย” ที่คุณควรจะกำจัดมันออกไปจากครอบครัวของคุณ? และอะไรคือ “คำที่ดี” “คำที่เป็นประโยชน์” ที่คุณควรจะพูดให้มากขึ้นในครอบครัวของคุณ
วันพุธที่ 15 เมษายน ลูกา 6:39-42 “คำตำหนิ”
มีสำนวนไทยอันหนึ่งว่า “ติเพื่อก่อ” หมายถึง การพูดตำหนิติเตียน เพื่อหวังว่า ผู้ฟังจะนำสิ่งที่พูดไปแก้ไข แต่ในความเป็นจริง เรากลับค้นพบว่า คำตำหนิติเตียนไม่เคยให้ประโยชน์แก่ใคร มีแต่ทำร้าย เพราะไม่มีใครชอบถูกตำหนิติเตียน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือถูกมองในแง่ร้าย และไม่มีใครชอบใจเมื่อมีคนมาชี้นิ้วกล่าวโทษ ดังนั้นลองเปลี่ยนคำตำหนิให้เป็นข้อแนะนำน่าจะดีกว่า
Q1 คำว่า “ตาบอดนำทางคนตาบอด” “ผงในตา” “เขี่ย” “ไม้ทั้งท่อน” “ชัก” ช่วยให้เราเห็นถึงท่าทีและหลักการในการเปลี่ยนคำตำหนิให้เป็นคำแนะนำได้อย่างไร?
Q2 อะไรคือ “ไม้ทั้งท่อนในตา” ของคุณที่จะต้องเอาออก เพื่อคุณจะสามารถเปลี่ยนคำตำหนิเป็นคำแนะนำให้กับคนในครอบครัวของคุณ?
วันอังคารที่ 14 เมษายน สุภาษิต 31:27-31 “คำชมเชย”
ลักษณะการเลี้ยงดูเด็กแบบไทยๆ มักไม่เน้นการชมเชย ส่วนใหญ่มักใช้การตำหนิ หรือจับผิดในสิ่งที่เด็กทำ เมื่อถามว่าเวลาที่เด็กทำอะไรได้ดีเคยชมเชยบ้างหรือไม่ พ่อแม่ส่วนใหญ่จะตอบว่าไม่ค่อยได้ชม เหตุผลเพราะกลัวว่าเด็กจะเหลิงหรือได้ใจ หรือถ้าชมก็จะเป็นลักษณะชมแบบเหน็บแนมหรือพูดดักไว้ก่อน แต่ในความจริงคำชมเชยมีคำที่มีพลัง และช่วยให้คนเรามีกำลังใจที่จะกระทำสิ่งดี ๆ เหล่านั้นต่อไป
Q1 คำว่า “ดูแลการงาน” “ไม่ชุบมือเปิป” “เลิศกว่าเขา” “ยำเกรงพระเจ้า” “ผลแห่งมือ” “การงานของเธอ” ช่วยให้หลักการอย่างไรบ้างในการที่จะชมเชยใครสักคน?
Q2 คิดถึง “ดูแลการงาน” “ไม่ชุบมือเปิป” “เลิศกว่าเขา” “ยำเกรงพระเจ้า” “ผลแห่งมือ” “การงานของเธอ” ที่คนในครอบครัวของคุณได้กระทำให้คุณ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ /คุณแม่/ สามี/ ภรรยา/ หรือลูกของคุณ และหาโอกาสที่จะเอ่ยคำขอบคุณ คำชมเชย บุคคลเหล่านั้นในวันนี้
วันจันทร์ที่ 13 เมษายน สุภาษิต 15:31-33 “คำเตือนสติ”
เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องใหม่สำหรับทุก ๆ คน เพราะไม่มีใครเคยเป็น สามีหรือภรรยามาก่อน ไม่เคยเป็นพ่อหรือแม่มาก่อน ไม่มีใครเคยมีลูกมากก่อน ดังนั้นมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่เราไม่รู้เกี่ยวกับครอบครัว การได้ฟังคำเตือนสติ หรือคำทักท้วงจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับครอบครัว รวมถึงคำเตือนสติของพ่อแม่ที่มีต่อลูกก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเช่นกัน
Q1 คำว่า “ให้ชีวิต” “ดูหมิ่น” “เข้าใจ” “ยำเกรง” “ปัญญา” “ถ่อมใจ” “เกียรติ” เกี่ยวข้องอย่างไรกับ “คำเตือนสติ”?
Q2 ถ้าคุณเป็นพ่อ/แม่ คุณจะนำพระคัมภีร์ตอนนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการเตือนสติลูกของคุณอย่างไรบ้าง? และถ้าคุณเป็นลูก คุณจะนำพระคัมภีร์ตอนนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการรับคำเตือนสติจากบุคคลอื่นๆ ในครอบครัวอย่างไร?