บทที่ 33 เป็นถ้อยคำปลอบโยนบทสุดท้ายในหนังสือเยเรมีย์ เหตุการณ์ในบทนี้เกิดขึ้นราวปี 587 ก่อนคริสตกาล ขณะนั้นบาบิโลนล้อมกรุงเยรูซาเล็มแล้วเป็นเวลา 1 ปี เยเรมีย์ถูกกษัตริย์เศเดคียาห์กักบริเวณในกองทหารรักษาพระองค์ เนื่องจากท่านเสนอให้จำนนต่อศัตรู และท่านถูกปล่อยตัวหลังจากกรุงเยรูซาเล็มแตก
คุณคิดว่า การที่พระเจ้าบอกว่า ความรักของพระองค์ที่มีต่อประชากรของพระองค์นั้นเป็นความรักที่มั่นคง (ข้อ 11) ขัดแย้งกับ การลงโทษคนยูดาห์ให้ตกไปเป็นเชลยหรือไม่อย่างไร?

พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของเยเรมีย์ด้วยประโยคที่ว่า “…สำหรับเรามีสิ่งใดที่ยากเกินหรือ…”(ข้อ 26) คำยืนยันนี้ส่งผลต่อสิ่งที่คุณ ”ได้อธิษฐานไปแล้ว” หรือ ”กำลังจะอธิษฐาน” กับพระเจ้าอย่างไร?

การซื้อที่นาของเยเรมีย์ตามพระบัญชาของพระเจ้า เพื่อจะเป็นตัวอย่างยืนยันว่า ในอนาคต (อีก 70 ปีข้างหน้า) พวกที่เป็นเชลยจะได้กลับมาสู่แผ่นดินเกิด และดำเนินชีวิตเหมือนเดิมอีก สิ่งนี้หนุนใจคุณอย่างไรในการดูแลของพระเจ้าที่จะมีมาในอนาคตของคุณ

“พันธสัญญาใหม่” ที่พระเจ้าจะทำกับประชากรอิสราเอลรวมถึงเราทุกคนที่เป็นผู้ที่เชื่อในวันนี้ ไม่ได้เป็นพันธสัญญาที่อยู่บนการกระทำตาม “กฎบัญญัติ” แต่เป็นพันธสัญญาที่กระทำที่ “จิตใจ” นั้นคือ “การเชื่อและไว้วางใจในองค์พระเยซูคริสต์ ในฐานะของพระผู้ช่วยให้รอด”  ใช้เวลานี้อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าสำหรับ ความรอดที่คุณได้รับผ่านมาทางพระเยซูคริสต์

พระเจ้าตรัสว่า “เราจะดูแลเขาอย่างกับผู้เลี้ยงแกะดูแลฝูงแกะของเขา” (ข้อ 10) พระเยซูคริสต์ก็ทรงเปรียบตัวพระองค์ว่าเป็น “ผู้เลี้ยงแกะที่ดี” (ยอห์น 10:11-14) ในช่วงที่ผ่านมาคุณได้มีประสบการณ์ในความรัก การดูแล และการเลี้ยงดูของพระเจ้าอย่างไร? คุณตอบสนองต่อความรักนั้นอย่างไร?

10000/10061