คนโรคเรื้อนในสังคมของคนยิว เป็นกลุ่มคนที่น่าสงสารมาก เพราะคนกลุ่มนี้จะถูกตัดออกจากสังคม ห้ามเข้าใกล้คนอื่น เพราะโรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อ นอกจากนี้คนโรคเรื้อนยังถือว่าเป็นคนที่มีมลทิน ไม่มีสิทธิในการเข้าไปในพระวิหารเพื่อจะนมัสการพระเจ้า อาชีพหลักๆ ที่คนโรคเรื้อนทำได้คือ ขอทาน โดยจะนั่งอยู่ที่บริเวณริมทางเดิน ประตูเมือง หรือริมทางเดิน บริเวณที่มีผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา

Q1  คำว่า “วิงวอน” “เพียงแต่พระองค์ทรงโปรด” (ข้อ 40) “สงสาร” “แตะต้อง” “เราพอใจแล้ว” (ข้อ 41) มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรที่ทำให้ชายคนนี้หายจากการเป็นโรคเรื้อน?
Q2  คุณอาจจะไม่ได้เป็นโรคเรื้อนในด้านของร่างกาย แต่คุณมีโรคเรื้อนในฝ่ายจิตวิญญาณหรือไม่ โรคเรื้อนที่ทำให้คุณขาดความสัมพันธ์กับพระเจ้า โรคเรื้อนที่ทำให้คุณไม่อยากอ่านพระคัมภีร์ ไม่อยากอธิษฐาน ไม่อยากไปนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักร ไม่อยากมีสามัคคีธรรมกับพี่น้อง ใช้เวลานี้อธิษฐานวิงวอน ทูลขอการรักษาจากพระเจ้า
หมายเหตุ : การที่คนโรคเรื้อนที่หายแล้วต้องไปแสดงตัว และถวายเครื่องบูชา เพื่อทุกคนในสังคมจะได้รับทราบว่า คนคนนั้นหายแล้ว และสามารถกลับเข้ามาอยู่ในสังคมได้ตามปกติ

จากข้อ 32-34 เราพบว่า พระเยซูคริสต์ทรงทำการรักษาโรค และขับผีแม้กระทั่งพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปในข้อ 21 เราจะพบว่า พระเยซูคริสต์ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาตั้งแต่เช้า เรียกได้ว่าพระองค์ทรงกระทำพันธกิจตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำซึ่งดูเหมือนว่างานที่ต้องทำนั้นไม่มีวันหมด เพราะในข้อ 36 ซึ่งเป็นเช้าวันใหม่ผู้คนต่างก็พากันมาหาพระองค์แล้ว

Q1  ถึงแม้ว่า พระเยซูคริสต์จะมีพันธกิจและการงานที่ต้องทำมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงกระทำไม่เคยขาดคือ? (ดูข้อ 35)
Q2  คุณคิดว่า การอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ส่งผลอย่างไรต่อการตัดสินใจเลือกที่จะไปประกาศในที่อื่น (ข้อ 38) แทนที่จะหยุดอยู่ที่ตรงนี้และรักษาคนที่มาเข้าคิวรอพบกับพระองค์ (ข้อ 36)? คุณเรียนรู้อะไรบ้างจากการตัดสินใจของพระเยซูคริสต์ในเรื่องนี้?

มาระโกต้องการจะสื่อสารให้เห็นถึงสิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์ที่ไม่เหมือนกับใครในโลกนี้ เพราะเป็นสิทธิอำนาจที่พระองค์ได้รับมาจากพระเจ้าพระบิดา และเป็นสิทธิอำนาจที่มีอยู่ในตัวของพระองค์แล้วในฐานะขององค์พระผู้เป็นเจ้า

Q1  เกิดอะไรขึ้นเมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสอน รักษาโรคและขับผี ด้วยสิทธิอำนาจ (เติมคำตอบในช่องผลลัพธ์)
Q2  “การรับรู้ถึงสิทธิอำนาจ” อาจทำให้เกิดผลลัพธ์แค่ความประหลาดใจ (เหมือนประชาชน) แต่ “การยอมรับในสิทธิอำนาจ” ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการประหลาดใจ แต่ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย (ผีที่ถูกขับออก / โรคที่หาย) ในฐานะที่คุณเป็นผู้ที่เชื่อและติดตามพระเยซูคริสต์ คุณติดตามพระองค์แบบ “รับรู้ถึงสิทธิอำนาจของพระองค์” หรือ “ยอมรับในสิทธิอำนาจของพระองค์” ใช้เวลาอธิษฐานส่วนตัวกับพระเจ้า

ในพระคัมภีร์ตอนนี้มาระโกได้บันทึกเรื่องราวไว้ถึง 3 เรื่องด้วยกัน คือ มารผจญพระเยซู (12-13) การเริ่มต้นพันธกิจของพระเยซูคริสต์ (ข้อ 14-15) และการเรียกสาวกกลุ่มแรก (ข้อ 16-20) เพื่อจะแสดงให้รู้ว่า เนื้อหาเกี่ยวกับพันธกิจของพระเยซูกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

Q1 ดูเหมือนว่า เรื่องของ “จังหวะ” และ “เวลา” จะเข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ทั้ง 3 เหตุการณ์นี้ 1.มารผจญ (40 วัน 40 คืน) 2.เริ่มต้นพันธกิจ (เวลากำหนดมาถึงแล้ว 3.เรียกสาวก (จงตามเรามาเถิด-หมดเวลาหาปลาแล้ว)
Q2 คุณรู้หรือไม่ว่า ตัวคุณเองก็เป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจของพระเจ้าที่ได้ทรงเริ่มต้นเอาไว้ผ่านทางพระเยซูคริสต์ และพระองค์ทรงปรารถนาจะเห็นชีวิตของคุณเดินไปสู่ความสำเร็จ เหมือนอย่างที่พระธรรม ฟีลิปปี 1:6 กล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าแน่ใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์” ถ้าวันนี้พระเจ้าตรัสกับคุณว่า “จงตามเรามา” พระองค์อยากให้คุณติดตามพระองค์ในเรื่องใด?

พระเยซูคริสต์ปรากฏตัวตามที่ยอห์นผู้ให้บัพติสมาได้กล่าวไว้ว่า “ภายหลังท่านจะมีอีกผู้หนึ่งเสด็จมา” การให้บัพติสมาของยอห์นเป็นการเรียกร้องให้คนที่ตระหนักว่า เป็นคนบาป กลับใจเสียใหม่ และใช้การบัพติสมาเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงการกลับใจ การตายจากชีวิตเดิม และมีชีวิตใหม่ แต่พระเยซูคริสต์ไม่ได้รับบัพติสมาเพื่อล้างบาปเหมือนกับคนอื่นๆ แต่พระองค์ทรงรับบัพติสมาเพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าพระบิดาได้ตั้งไว้ (มัทธิว 3:15)

Q1  การรับบัพติสมาของพระเยซูคริสต์ ทำให้เรารู้จักตัวตนที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์อย่างไร? (ดูข้อ 10, 11 ประกอบ)
Q2  คุณจะทำให้คำพูดที่ว่า “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” เกิดขึ้นจริงในชีวิตของคุณได้อย่างไร?

4035/5725